LASIK stands for Laser In-situ Keratomileusis. We use 2 important instruments for LASIK.
Bookmark and Share
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ healthy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ healthy แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’ - ชีวิตและสุขภาพ How to Eat Healthy as a Vegetarian - Life and Health


‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’ - ชีวิตและสุขภาพ
How to Eat Healthy as a Vegetarian - Life and Health

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี ถือเป็นวันเริ่มเทศกาลแห่งการถือศีลกินเจ ช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ตลอด 9 วัน ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี 2556 นี้ ตรงกับวันที่ 5-13 ตุลาคม

เวียนมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจในปีนี้

การกินเจในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากการกินเจในอดีต โดยอาหารเจในปัจจุบันจะเน้นหนักอาหารเจที่มัน ๆ ทอด ๆ ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม และอาหารเจปรุงสำเร็จที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด มักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่ากินเจแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว หากเรากินเจอย่างถูกต้อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ใช้โปรตีนจากถั่ว และอาหารธรรมชาติชนิดต่าง ๆ แทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

นอกจากนี้ อาหารเจ ซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืช และอาหารจากธรรมชาติ ล้วนให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเรารู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุลมีคุณค่าทั้งเสริมสร้าง ส่งเสริม และซ่อมแซมสุขภาพ

กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

- ระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มาก ๆ เพราะถ้าเผลอรับประทานอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ ๆ ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร

-ไม่ควรรับประทานอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป เพราะอาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

- อาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ก็ไม่ควรรับประทานเยอะ ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกรับประทานอาหารเจประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารทอด ๆ ที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

กินเจอย่างไรให้ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

- ถั่ว เป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป ซึ่งถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และไม่มีคอเลสเตอรอล

- เห็ด ปัจจุบันเห็ดเป็นเมนูฮิตของทุกคนในครอบครัว เพราะนอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูและมีรสชาติอร่อยถูก ปากแล้ว เห็ดถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และถั่ว แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น

และที่สำคัญเห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย ซึ่งเห็ดที่นิยมนำมาปรุงอาหาร เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู และสารพัดเห็ดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น โดยเมนูเห็ดยอดนิยม ได้แก่ ยำเห็ดญี่ปุ่น เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม สเต๊กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ หรือ สปาเกตตีซอสเห็ด เป็นต้น

นอกจากเห็ดที่นำมาปรุงอาหารแล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่ไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลายหรือเสื่อมง่าย

นอกจากนี้ยังมีสารบางตัวที่เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งปัจจุบันจึงถูกนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปเห็ดสกัดเข้มข้นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเห็ดแห้งมาบริโภคในรูปชาหรือซุป หรือในรูปแคปซูล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รักสุขภาพ สามารถเลือกนำมาบริโภคได้สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในช่วงถือศีลกินเจ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดปุยฝ้าย) เห็ดมาเน็นตาเกะ เห็ดเรอิชิ (เห็ดหลินจือ) และเห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอมญี่ปุ่น) เป็นต้น

- ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ

1. สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศ พริกสุก แครอท ช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
2. สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง ช่วยในการบำรุงไต
3. สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด มีประโยชน์ในการบำรุงม้าม
4. สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงตับ และ
5. สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ช่วยในการบำรุงปอด ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

- ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น

และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งผลไม้ที่สารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน นอกจากนี้มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ป้องกันท้องผูก ส่วนบิลเบอรี่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา เป็นต้น

เทศกาลถือศีลกินเจ ถือเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ฉะนั้น อย่าให้ช่วงเวลาดี ๆ นี้ ทำให้คุณเสียสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารเจที่ได้จากอาหารจากธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ผัก ผลไม้ และเห็ดต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการล้างพิษในร่างกาย และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ก็จะช่วยให้คุณอิ่มบุญ และอร่อยกับเมนูอาหารเจได้อย่างไม่เสียสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์
http://buff.ly/19YjuXA

ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์เลสิคและรักษาสายตา เลเซอร์วิชั่น > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER
โทรปรึกษา หรือจองคิวตรวจ โทร 02-511-2111, 02-939-6006
ขอบคุณภาพประกอบจาก fruitsinfo.com

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

ตื่นสดชื่น-พร้อมสร้างสมาธิก่อนออกจากบ้าน Wake Up Feeling Fresh in the Morning and Meditation


ตื่นสดชื่น-พร้อมสร้างสมาธิก่อนออกจากบ้าน
Wake Up Feeling Fresh in the Morning and Meditation.

จะสังเกตว่า การออกจากบ้านเพื่อไปเรียน หรือทำงาน ด้วยร่างกาย และจิตใจที่สดชื่นยามเช้า มักทำให้ระหว่างวันนั้นรู้สึกไม่อ่อนเพลีย หรือหมดพลังได้ง่ายนัก

อีกทั้งยังส่งผลดีต่อประสิทธิภาพความจำ ตลอดจนการใช้ความคิด ซึ่ง Look Life มีเทคนิคเรียกความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายมาฝาก รวมทั้งการเตรียมสมาธิยามเช้าให้พร้อมสำหรับภารกิจที่รออยู่

ปัจจัยสำคัญ คือ การนอนหลับอย่างเพียงพอ ประมาณ 7-8 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่มักจะตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อได้ยาก หลายคนแนะนำให้ฟังเพลงบรรเลงเสียงธรรมชาติ เปิดคลอไปเบา ๆ แล้วสร้างจินตนาการถึงภาพ สถานที่ หรือ เรื่องราวตาม ช่วยสร้างบรรยากาศสงบ เตรียมเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับอีกครั้ง

นอกจากนั้น การอาบน้ำอุ่นก่อนนอน ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย สบายตัว หลับได้ง่ายขึ้น ส่วนตอนเช้าเหมาะที่จะอาบด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง หรือ ความเย็นปานกลาง มอบความสดชื่น กระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว

เมื่อตื่นนอนตอนเช้าทิ้งระยะเวลาสักครู่ แล้วค่อย ๆ ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ทั้งนี้ ลองแบ่งเวลาราว 20-30 นาที ในการวิ่งเหยาะ ๆ ช้า ๆ สบาย ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นแสงแดดอ่อน ช่วยสลัดความเนิบนาบ เสร็จแล้วอย่าลืมวอร์มดาวน์พร้อมสร้างสมาธิ ด้วยการลดความเร็วในการวิ่งจนอยู่ในลักษณะเดิน ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการก้าว สลับกับพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สามารถประยุกต์ใช้เมื่อเดินเล่น เดินไปเรียน และทำงานได้

ถึงเวลารับประทาน ก็ค่อย ๆ ตักอาหาร และเคี้ยวให้ละเอียด ไม่เพียงลดอาการท้องอืด และลดการทำงานหนักของกระเพาะอาหาร ยังเป็นการฝึกรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำด้วย

ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ สสส.
ที่มา : LASIK @ Laser Vision International LASIK Center > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

การเดินช่วยพัฒนาความจำ Walking For Your Health

Thanks pic from ReminderNews

การเดินช่วยพัฒนาความจำ

การออกกำลังกายนอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วย ดังผลของมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า

การเดินวันละประมาณ 40 นาที 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยป้องกันอาการขี้หลงขี้ลืม และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

ซึ่งปัจจุบันในประเทศอังกฤษมีผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อมและความจำเสื่อมอยู่ประมาณ 820,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวใน 19 ปีข้างหน้า โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร PNAS (Proceedings of the National Academy of Sciences)

คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาอาสาสมัคร ซึ่งเป็นผู้สูงอายุจำนวน 120 คน โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1ให้ออกกำลังกายระดับกลางคือการเดินวันละ 40 นาที 3 วันต่อสัปดาห์

กลุ่มที่ 2 ออกกำลังกายเบาๆ ด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการสแกนสมองในช่วงเริ่ม ช่วงกลาง และช่วงท้ายของการวิจัย

ผลการสแกนสมองพบว่า 

ในกลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายระดับปานกลาง สมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความทรงจำระยะยาว มีรอยหยักเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 และมีขนาดเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนกลุ่มที่ 2 มีการออกกำลังเบาๆ กลับพบว่า รอยหยักบริเวณฮิปโปแคมปัสลดลงร้อยละ 1.4

ศาสตราจารย์เคิร์ค อีริคสัน ผู้วิจัยกล่าวว่า “เราเคยคิดว่าในผู้สูงอายุสมองส่วนฮิปโปแคมปัสจะตีบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลการวิจัยชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การออกกำลังกายในระดับกลางๆ สามารถเพิ่มขนาดโครงสร้างของสมองส่วนนี้ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สมองมีการเปลี่ยนแปลงแม้จะอยู่ในช่วงสูงอายุแล้วก็ตาม

ดร.ไซมอน ริดสึ ทางสถาบันวิจัยอัลไซเมอร์ กล่าวว่า ยังไม่สายหากจะเริ่มต้นออกกำลังกายเพื่อให้สมองทำงานได้ดี โดยการออกกำลังกายระดับกลางๆ จะสามารถพัฒนาความจำและช่วยปกป้องไม่ให้ความจำเลอะเลือนเมื่อแก่เฒ่า

รวมถึงยังมีผลการวิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สนับสนุนว่า การออกกำลังกายเป็นประจำ และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคสมองเสื่อม และทำให้เกิดผลดีต่อร่างกายอีกมากมาย.

เห็นที่ต้องสลัดความขี้เกียจ ลุกขึ้นมาเดินออกกำลังกายบ้างแล้วน่ะค่ะ จะได้มีความจำแม่นยำขึ้น

ที่มา : กรมสุขภาพจิต : กระทรวงสาธารณสุข
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : Psychology Today

Worried About Your Memory? Take a Walk

What these and other studies are also saying is:

1. You can literally grow new memory storage - if you walk.
2. The memory cell growth is primarily in the hippocampus, not in the cortex.
3. Brain derived nerve cell growth factors increase with walking.
4. The new cells made are used within days, letting you store more knowledge - and potentially learn more.
5. Not only do the results show up with better memory - you see an actual anatomic change in the brain as a result of walking.

Walking For Your Health

Humans are walking machines. We have walked across the face of the earth. We walk alone and in groups. We walk to wars and we walk to demonstrate for peace.
We walk for our health and survival.
What's most remarkable is how well walking works in all age groups; in rather small amounts; that it prevents heart attacks and strokes; opens up arteries; controls blood pressure; changes digestion and weight gain; improves mood; helps prevents certain tumors.
In a word, walking regenerates us.
Your regeneration project is critical to your survival. If you can walk you can regenerate multiple cell groups, from your brain to your muscles. You can also walk to visit and socialize; walk to obtain sunlight and fresh air; walk to experience the innate human pleasure in nature.

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

‘ข้าวโอ๊ต’ ไขมันต่ำ ให้พลังงานสูง Oats are high in energy, but low in fat.


Miracle Youcando Healthy Tips ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โรคเยื่อบุตาอักเสบ Eyes Allergies


ที่มา : LASIK @ Laser Vision International LASIK Center > eye care tips > LASIK HELTH CORNER โทรปรึกษา หรือจองคิวตรวจ โทร 02-511-2111, 02-939-6006 
E-mail : info@laservisionthai.com
ขอบคุณภาพประกอบจาก google


วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

4 ข้อปฏิบัติก่อนเลือกซื้ออาหารนอกบ้าน 4 rules before deciding to buy food outside the home.


4 ข้อปฏิบัติก่อนเลือกซื้ออาหารนอกบ้าน
4 rules before deciding to buy food outside the home.

ชีวิตในเมืองที่รีบเร่ง ทำให้ต้องพึ่งพาร้านจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปนอกบ้านมากขึ้น และเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการบริโภค มีข้อแนะนำ 4 ข้อที่ควรปฏิบัติก่อนการซื้ออาหารนอกบ้าน ดังนี้

1. อ่านฉลากก่อนซื้อ ดูคุณค่าของสารอาหารในฉลากโภชนาการ ชื่ออาหาร ชื่อผู้ผลิต สถานที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วันเดือนปีที่หมดอายุ และต้องมีเครื่องหมาย อย. ซึ่งแสดงว่าอาหารนั้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และได้รับมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

2. สังเกตลักษณะของภาชนะบรรจุ ต้องอยู่ในลักษณะที่ดีและสะอาด เช่น เครื่องดื่มอยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท กระป๋องอยู่ในสภาพดี ไม่บุบ ไม่บวม

3. สังเกตลักษณะของอาหาร สี กลิ่น และรส ต้องไม่มีความผิดปกติจากธรรมชาติ หรือเปลี่ยนแปลงจากลักษณะเดิม เช่น กลิ่นหืนหรือเหม็นเปรี้ยว หรือสีสันฉูดฉาด ควรเลือกซื้ออาหารที่ ใช้สีจากธรรมชาติ หรือไม่มีส่วนผสมของสีเลย

4. สังเกตความสะอาด ขั้นตอนการเตรียมอาหาร สถานที่เตรียมอาหาร การล้าง การปรุง และความสะอาดของผู้ขาย

ก่อนการทานอาหารทุกมื้อ ฝากไว้สักนิดว่า อย่าลืม! ล้างมือก่อนทานและใช้ช้อนกลางตักแบ่งอาหาร

ที่มา : นิตยสารชีวจิต
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปรสิต จากคอนแทคเลนส์ ทำลายดวงตาเกือบบอด Parasite in contact lens eats at teenager's eye, almost causes blindness.


ปรสิต จากคอนแทคเลนส์ ทำลายดวงตาเกือบบอด
Parasite in contact lens eats at teenager's eye, almost causes blindness.

แอชลีย์ ไฮด์ นักเรียนไฮสกูลวัย 18 ปี จากรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เธอใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็เกิดอาการมองอะไรไม่ชัดที่ดวงตาข้างซ้าย ภาพที่เห็นพร่าเบลอไปหมด แถมดวงตายังแดงก่ำ ก็เลยไปหาจักษุแพทย์ ซึ่งตอนแรก ก็ไม่อาจตรวจพบความผิดปกติได้ กระทั่งเธอไปพบแพทย์อย่างต่อเนื่อง ในที่สุด แพทย์ก็ตรวจพบว่า เธอติดเชื้อปรสิตจากคอนแทคเลนส์ที่เธอใส่ และมันกำลังเริ่มลุกลามเข้าไปในดวงตาผ่านกระจกตาของเธอ และมีความเสี่ยงสูงที่เธอจะตาบอดได้

ด้านนายแพทย์อดัม แคลริน จักษุแพทย์ ได้อธิบายว่า ดวงตาข้างซ้ายของแอชลีย์ ติดเชื้อ Acanthamoeba ซึ่งเป็นปรสิตขนาดเล็กมาก พบได้ในน้ำและดินที่สกปรก และสามารถแพร่เชื้อผ่านคอนแทคเลนส์ บาดแผล หรือการสูดดมเข้าสู่ปอด แต่ในเคสของแอชลีย์นั้น เธอติดเชื้อผ่านคอนแทคเลนส์ที่เธอใส่ซ้ำ

อย่างไรก็ดี แอชลีย์ ยังคงต้องเข้ารับการรักษาดวงตาของเธออีกนานหลายเดือน กว่าจะหายกลับเป็นปกติได้

นอกจากนี้ นายแพทย์อดัมยังเปิดเผยว่า ในแต่ละวันมีผู้ป่วยหลายรายมาหาหมอเพราะติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์ และผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ซ้ำ ๆ กันทุกวัน

ดังนั้น เขาจึงแนะนำให้ใส่คอนแทคเลนส์รายวันดีกว่า เพราะมีการเปลี่ยนทุกวัน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้มากเลยทีเดียว

อ้างอิง/ภาพประกอบจาก : นิตยสารผู้หญิง May 2013 Issue 582
ที่มา : LASIK Laser Vision International LASIK Center > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER

Thanks Video from gloval viralvideonews

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กลิ่นธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นสมองในยามเช้า Natural scent that stimulates the brain in the morning.


"กลิ่นธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นสมองในยามเช้า"
Natural scent that stimulates the brain in the morning.

หลายๆ ท่านอาจจะไม่ทราบว่า กลิ่นของห้องนอน ห้องน้ำ หรือแม้แต่อาหารเช้านั้นสามารถช่วยให้สมองตื่นตัวในยามเช้าได้ สามารถช่วยให้ท่านทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างสดชื่นมากขึ้น...

การตื่นนอนในตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่สมองเพิ่งฟื้นจากการพักผ่อน ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่สมองควรได้รับการกระตุ้นให้สดชื่น เช่นการล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน รวมถึงการได้รับกลิ่นหอมจากเปลือกส้มหรือ กลิ่นหอมจากมะนาวด้วย

Dr.Alan Hirsch ผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นและรสชาติ ได้ทำการทดลองกับกลิ่นประเภทต่างๆ 3 ชนิดคือ

- กลิ่นจากดอกมะลิ (The smell of jasmine.)
- กลิ่นจากผลส้ม (The smell of the orange.)
- และกลิ่นจากการบูร (And the smell of camphor.)

โดยการวัดคลื่นสมองหลังจากการดมกลิ่นเหล่านี้ในช่วงเวลาเพิ่งตื่นนอน และเปรียบเทียบว่ากลิ่นใดช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวได้มากที่สุด

และเขาก็พบว่า กลิ่นจากดอกมะลิ ช่วยให้คลื่นสมองเบต้าตื่นตัวดีขึ้น ส่วนกลิ่นผลส้มและกลิ่นการบูร ช่วยให้เส้นประสาท trigeminal (เส้นประสาทที่ตื่นตัวจากการดมยาดม) ฟื้นตัวไวขึ้น

ดังนั้นการรับประทานอาหารเช้า เราควรจะทานผลส้มสดๆ ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว รวมไปถึงกลิ่นการบูรอ่อนๆรอบๆตัว เช่นภายในห้องนอนหรือห้องน้ำก็ช่วยให้ท่านสดชื่นในยามเช้าได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Dr.Alan Hirsch (neurologist)
สสส. > สุขภาพ > สุขภาพน่ารู้
ที่มา : Laser Vision International LASIK Center > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

9 วิธีดูแลผู้สูงอายุสุขภาพดี 9 Ways to Take Care of the elderly healthy.


9 วิธีดูแลผู้สูงอายุสุขภาพดี 
9 Ways to Take Care of the elderly healthy.
โดย อ.นพ.สมบูรณ์ อินทลาภาพร

           ใครมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้รุนแรงกว่าครั้งใด ๆ การป้องกันดูจะเป็นยาขนานเอกที่ได้ผลเกินคลาด วันนี้เรามีวิธีดูแสุขภาพผู้สูงอายุมาฝาก

           1. เลือกอาหาร  โดยวัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนมถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ๆ ทอด ๆ จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน

           2. ออกกำลังกาย  หากไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อย ๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้น จนถึงระดับที่ต้องการ ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุดเพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว

           3. สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์  จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้

           4. หลีกเลี่ยงอบายมุข  ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของโรคได้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ อาชญากรรมต่าง ๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้

           5. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ  โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ส่งเสริมสุขภาพให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม

           6. ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว ลดปัญหาการหกล้ม และความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

          วิธีประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่ โดยคำนวณจากดัชนีมวลกายหรือเรียกสั้น ๆ ว่า "BMI (bodymass index)" ถ้าน้ำหนักตัวเกิน ค่า BMI จะอยู่ระหว่าง 23-24.9 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) แต่ถ้าอ้วนละก็ค่า BMI จะตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) ขึ้นไป

          สูตรดัชนีมวลกาย (BMI)= น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตรยกกำลัง 2)

          ตัวอย่าง ผู้สูงอายุ หนัก 67 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร

          ดัชนีมวลกาย (BMI)= 67 (1.6 ยกกำลัง 2)

          = 26.17 ถือว่าเข้าข่ายอ้วน

           7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยากินเอง การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาจากผู้อื่นมาใช้ เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาหรือผลข้างเคียงอาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด

           8. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว แผลเรื้อรัง มีปัญหาการกลืนอาหาร กลืนติด กลืนลำบาก ท้องอืดเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ้าอย่างนี้ละก็พามาพบแพทย์ดีที่สุด

           9. ตรวจสุขภาพประจำปี  แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 3 ปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น โรคเบาหวาน โรความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

          นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้วสุขภาพใจก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่าง ๆ มากจนเกินไป รวมถึงการเข้าใจและยอมรับตนเองของท่านและผู้อื่น จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก Siriraj E-Public Library > สุขภาพ > สุขภาพน่ารู้ > LASIK HEALTH CORNER
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกนและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

'น้ำผักผลไม้' ตัวช่วยสำหรับคนนอนดึก Fresh fruit juices are best for waking you up in the morning.


'น้ำผักผลไม้' ตัวช่วยสำหรับคนนอนดึก
Fresh fruit juices are best for waking you up in the morning.

ตื่นรับความสดชื่นยามเช้า

ใครที่นอนดึกเป็นประจำ แล้วอยากตื่นขึ้นมาสดใส วันนี้มีเคล็ดลับมาฝาก

           - น้ำมะนาว สำหรับคนชอบเที่ยวสถานที่กลางคืน พอตื่นขึ้นมาจะรู้สึกเจ็บคอ แนะนำให้หาน้ำมะนาวมาดื่ม เพราะมะนาวจะมีกรดมะนาว หรือ กรดซิกตริก แถมมีน้ำมันหอมระเหยอยู่เล็กน้อยพอได้กลิ่นหอมชวนดื่มจากเปลือกที่โดนคั้น แถมยังมีวิตามินซี ที่นอกจากจะช่วยขับเสมหะแก้อาการเจ็บคอ ยังช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

          - น้ำขิง สำหรับคนที่รู้สึกเมาค้าง ลองหาน้ำขิงร้อนๆ มาดื่ม เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่มีรสชาติและกลิ่นพิเศษ ขิงมีสารเคมีชนิดหนึ่งประเภทน้ำมันหอมระเหย ให้ทั้งรสและกลิ่น การทำน้ำขิงให้อร่อย ให้บุบหัวขิงที่ยังไม่แก่จัดจนเกินไป ต้มด้วยน้ำร้อนพอเดือด หากต้มนานเกินไปขิงจะเสียรสเสียกลิ่น จะดื่มเปล่าๆ หรือเติมน้ำตาลให้รสชาติหวานน่ากินก็ได้
       
          - น้ำผัก น้ำผลไม้ ดื่มง่ายแถมยังอุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ในน้ำผัก น้ำผลไม้ มีส่วนผสมของน้ำตาล สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายช่วยให้หายเหนื่อย หายเพลีย ทำให้ร่างกายสดชื่น อีกทั้งยังมีแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี ที่จะเข้าไปทดแทนในส่วนที่เสียไป
       
          - น้ำหวานๆ คนที่นอนดึกส่วนใหญ่จะตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการปวดหัว มึนศีรษะ รู้สึกเกิดอาการเครียดทางประสาท นั่นก็เพราะว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารที่มีสามารอาหารของแป้งและน้ำตาลสามารถช่วยได้ ลองนำเคล็ดลับนี้ไปปฏิบัติตามกันดูได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ขอขอบคุณ สสส. › สุขภาพสุขภาพน่ารู้‎
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

บทความที่ได้รับความนิยม