LASIK stands for Laser In-situ Keratomileusis. We use 2 important instruments for LASIK.
Bookmark and Share
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ miracle youcando แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ miracle youcando แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’ - ชีวิตและสุขภาพ How to Eat Healthy as a Vegetarian - Life and Health


‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’ - ชีวิตและสุขภาพ
How to Eat Healthy as a Vegetarian - Life and Health

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี ถือเป็นวันเริ่มเทศกาลแห่งการถือศีลกินเจ ช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ตลอด 9 วัน ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี 2556 นี้ ตรงกับวันที่ 5-13 ตุลาคม

เวียนมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจในปีนี้

การกินเจในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากการกินเจในอดีต โดยอาหารเจในปัจจุบันจะเน้นหนักอาหารเจที่มัน ๆ ทอด ๆ ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม และอาหารเจปรุงสำเร็จที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด มักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่ากินเจแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว หากเรากินเจอย่างถูกต้อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ใช้โปรตีนจากถั่ว และอาหารธรรมชาติชนิดต่าง ๆ แทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

นอกจากนี้ อาหารเจ ซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืช และอาหารจากธรรมชาติ ล้วนให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเรารู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุลมีคุณค่าทั้งเสริมสร้าง ส่งเสริม และซ่อมแซมสุขภาพ

กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

- ระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มาก ๆ เพราะถ้าเผลอรับประทานอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ ๆ ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร

-ไม่ควรรับประทานอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป เพราะอาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

- อาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ก็ไม่ควรรับประทานเยอะ ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกรับประทานอาหารเจประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารทอด ๆ ที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

กินเจอย่างไรให้ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

- ถั่ว เป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป ซึ่งถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และไม่มีคอเลสเตอรอล

- เห็ด ปัจจุบันเห็ดเป็นเมนูฮิตของทุกคนในครอบครัว เพราะนอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูและมีรสชาติอร่อยถูก ปากแล้ว เห็ดถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และถั่ว แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น

และที่สำคัญเห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย ซึ่งเห็ดที่นิยมนำมาปรุงอาหาร เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู และสารพัดเห็ดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น โดยเมนูเห็ดยอดนิยม ได้แก่ ยำเห็ดญี่ปุ่น เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม สเต๊กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ หรือ สปาเกตตีซอสเห็ด เป็นต้น

นอกจากเห็ดที่นำมาปรุงอาหารแล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่ไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลายหรือเสื่อมง่าย

นอกจากนี้ยังมีสารบางตัวที่เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งปัจจุบันจึงถูกนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปเห็ดสกัดเข้มข้นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเห็ดแห้งมาบริโภคในรูปชาหรือซุป หรือในรูปแคปซูล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รักสุขภาพ สามารถเลือกนำมาบริโภคได้สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในช่วงถือศีลกินเจ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดปุยฝ้าย) เห็ดมาเน็นตาเกะ เห็ดเรอิชิ (เห็ดหลินจือ) และเห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอมญี่ปุ่น) เป็นต้น

- ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ

1. สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศ พริกสุก แครอท ช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
2. สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง ช่วยในการบำรุงไต
3. สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด มีประโยชน์ในการบำรุงม้าม
4. สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงตับ และ
5. สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ช่วยในการบำรุงปอด ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

- ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น

และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งผลไม้ที่สารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน นอกจากนี้มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ป้องกันท้องผูก ส่วนบิลเบอรี่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา เป็นต้น

เทศกาลถือศีลกินเจ ถือเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ฉะนั้น อย่าให้ช่วงเวลาดี ๆ นี้ ทำให้คุณเสียสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารเจที่ได้จากอาหารจากธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ผัก ผลไม้ และเห็ดต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการล้างพิษในร่างกาย และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ก็จะช่วยให้คุณอิ่มบุญ และอร่อยกับเมนูอาหารเจได้อย่างไม่เสียสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์
http://buff.ly/19YjuXA

ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์เลสิคและรักษาสายตา เลเซอร์วิชั่น > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER
โทรปรึกษา หรือจองคิวตรวจ โทร 02-511-2111, 02-939-6006
ขอบคุณภาพประกอบจาก fruitsinfo.com

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

ช่วยคุณตาคุณยายอายุยืน ด้วยอ้อมกอดของหลานรัก Grandparents grandchildren hug.


ช่วยคุณตาคุณยายอายุยืน ด้วยอ้อมกอดของหลานรัก 
Grandparents grandchildren hug.

“กอด” สัมผัสพิเศษ! อ้อมกอดเล็กๆ ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจของคุณตาคุณยาย ภาพหลานสาวกอดคุณตา หลานชายนั่งตักกอดคุณย่า ช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นผูกพันให้กับทั้งสองฝ่าย ช่วยให้คุณตาคุณยายสุขภาพดี และอารมณ์ดี เมื่อเจ้าตัวน้อยโผเข้ากอดคุณตาคุณยาย ไม่เพียงแค่สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนในครอบครัวเท่านั้น แต่ได้รับการพิสูจน์ในทางการแพทย์ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุอายุยืนขึ้นอย่างมีความสุข

คุณเบ็ญจพร มงคลธง นักจิตวิทยา ประจำบริษัทโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท จำกัด (ผู้สูงอายุ) กล่าวว่า

"เมื่อหลานๆ กอดคุณตาคุณยายด้วยอ้อมกอดที่อบอุ่น พลังงานความร้อนของร่างกายที่ส่งผ่านถึงกัน ทำให้ท่านรู้สึกดี, ปลอดภัย, เป็นที่ยอมรับ, ผ่อนคลาย, มีความสุข, มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่, มองเห็นคุณค่าในตัวของท่านเอง และทำให้เกิดความมั่นใจตามมา เพราะการกอดเป็นการสัมผัสแบบ 3 มิติ ซึ่งถ่ายทอดความรักความห่วงใยได้ดีกว่าการสัมผัสแบบ 2 มิติ เช่น การดูรูป, อ่านจดหมาย ฯลฯ

การแสดงออกแบบ 3 มิติสามารถแสดงออกได้หลายทางเช่นการกอด, จับมือ, บีบ, จับ, นวด, พูดคุย ฯลฯ และการกอดก็ช่วยให้หลานๆ ได้รู้สึกดีต่อตัวเอง, มีจิตใจอ่อนโยนพร้อมที่จะรัก และยอมรับผู้อื่น, รู้สึกมั่นคงปลอดภัย, เชื่อใจ, มีความสุข, เป็นที่ยอมรับ และช่วยพัฒนาไอคิว, ลดความหวาดกลัว, รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่, ลดความเครียดหงุดหงิด, ลดการต่อต้านผู้อื่น และความรู้สึกในทางลบต่อสิ่งรอบตัว"

คุณตาคุณยายได้อะไรจากอ้อมกอดของหลาน

พญ. สิรนิสถ์ ประพันธ์ศิลป์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป กล่าวว่า การ “กอด” ส่งผลดีโดยตรงต่อสุขภาพ เช่น

1. ความดันโลหิตลดลง ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวส่งผลให้ความดันเลือดลดลง

2. ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ การกอดช่วยเพิ่มฮอร์โมนออกซิโทซิน (ฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อมีความรักความผูกพัน) ซึ่งจะช่วยลดโอกาสของการเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกอดจะช่วยให้สารออกซิโทซินหลั่งในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

3. ส่งผลดีต่อสมอง การสัมผัสโอบกอดช่วยลดการหลั่งสารคอร์ติซอลซึ่งเป็นสารที่หลั่งออกมาเมื่อเครียด และช่วยให้สมองหลั่งสารโดปามีน (Dopamine), เอ็นดอร์ฟีน (Endorphine) และเซเรโทนิน (Seretonin) เป็นสารแห่งความสุขเบิกบานแจ่มใส ทำให้อารมณ์ดี, ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย, อารมณ์ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้น

4. กระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบในเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดการลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ส่งผลให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าแข็งแรง

5. ช่วยให้ภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น

6. ทำให้มีความสุข การกอด, จับมือ และสัมผัส ช่วยลดระดับฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด, ซึมเศร้า ทำให้อารมณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน รู้สึกกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งต่างๆ อยากมีชีวิตอยู่, ลดอาการซึมเศร้า, รู้สึกเป็นที่รัก และต้องการของคนในครอบครัว ส่งผลให้ความเครียดลดลงพูดบ่นน้อยลงฯลฯ

กอดกันอย่างไรคุณตาคุณยายถึงแข็งแรง

“กอด” ทำได้ง่ายๆ ทุกที่ทุกเวลาที่รู้สึกอยากกอดแต่ต้องเป็นอ้อมกอดที่สื่อถึงความรู้สึกที่อบอุ่นและแสดงความรักจากใจ ด้วยความรู้สึกที่อยากกอดจริงๆ ไม่ใช่กอดด้วยการถูกบังคับ หลานๆ ควรสบตาคุณตาคุณยายก่อนกอด และหลังจากผละจากอ้อมกอด

อ้อมกอดหลากหลายรูปแบบ

อ้อมกอดแบบหมี (Bear Hug) การกอดด้วยการเบียดตัวอย่างเต็มที่ และรวดเร็ว เช่นหลานโผเข้ากอดคุณตาแบบเต็มตัว (ท่านี้เหมาะกับคุณตาคุณยายที่ยังแข็งแรงหรือกำลังอยู่ในท่านั่งแบบมั่นคงเท่านั้น) เป็นท่ากอดที่แสดงออกถึงความพิเศษของผู้ที่ถูกกอด, บ่งบอกความรัก, ความปลอดภัย และให้ความรู้สึกที่อบอุ่น

โอบเอวด้านข้าง (Side to Side) ท่านี้เป็นการโอบเอวจากด้านข้างเหมาะที่คุณตาคุณยายจะแสดงความรักกับหลานด้วยท่านี้

กอดแบบแซนด์วิช ( Sandwich Hug) เป็นการกอดกันแบบ 3-4 คน โดยให้คุณตาหรือคุณยายอยู่ตรงกลางในท่านั่ง แล้วหลาน 2-3 คนยืนโอบกอดจากทั้งด้านหน้าด้านหลังและด้านข้าง เป็นการแสดงถึงความรักผูกพันให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

"พาหลานๆ ไปเยี่ยมคุณตาคุณยายพร้อมกับกอดท่านวันละหลายๆ ครั้งให้ท่านมีความสุขยิ้มสดใสและสุขภาพกายใจแข็งแรงกันนะคะ" คุณเบ็ญจพร กล่าวปิดท้าย

ที่มา : thaipr.net
สสส.http://goo.gl/vEMoZY
ขอบคุณภาพประกอบจาก msndegree

Miracle Youcando Healthy Tips ขอบคุณภาพประกอบจาก google ที่มา : LASIK @ Laser Vision International LASIK Center > eye care tips > LASIK HELTH CORNER โทรปรึกษา หรือจองคิวตรวจ โทร 02-511-2111, 02-939-6006 E-mail : info@laservisionthai.com


บทความที่ได้รับความนิยม