LASIK stands for Laser In-situ Keratomileusis. We use 2 important instruments for LASIK.
Bookmark and Share
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ laservisionthai แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ laservisionthai แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’ - ชีวิตและสุขภาพ How to Eat Healthy as a Vegetarian - Life and Health


‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’ - ชีวิตและสุขภาพ
How to Eat Healthy as a Vegetarian - Life and Health

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี ถือเป็นวันเริ่มเทศกาลแห่งการถือศีลกินเจ ช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ตลอด 9 วัน ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี 2556 นี้ ตรงกับวันที่ 5-13 ตุลาคม

เวียนมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจในปีนี้

การกินเจในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากการกินเจในอดีต โดยอาหารเจในปัจจุบันจะเน้นหนักอาหารเจที่มัน ๆ ทอด ๆ ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม และอาหารเจปรุงสำเร็จที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด มักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่ากินเจแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว หากเรากินเจอย่างถูกต้อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ใช้โปรตีนจากถั่ว และอาหารธรรมชาติชนิดต่าง ๆ แทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

นอกจากนี้ อาหารเจ ซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืช และอาหารจากธรรมชาติ ล้วนให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเรารู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุลมีคุณค่าทั้งเสริมสร้าง ส่งเสริม และซ่อมแซมสุขภาพ

กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

- ระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มาก ๆ เพราะถ้าเผลอรับประทานอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ ๆ ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร

-ไม่ควรรับประทานอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป เพราะอาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

- อาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ก็ไม่ควรรับประทานเยอะ ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกรับประทานอาหารเจประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารทอด ๆ ที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

กินเจอย่างไรให้ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

- ถั่ว เป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป ซึ่งถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และไม่มีคอเลสเตอรอล

- เห็ด ปัจจุบันเห็ดเป็นเมนูฮิตของทุกคนในครอบครัว เพราะนอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูและมีรสชาติอร่อยถูก ปากแล้ว เห็ดถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และถั่ว แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น

และที่สำคัญเห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย ซึ่งเห็ดที่นิยมนำมาปรุงอาหาร เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู และสารพัดเห็ดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น โดยเมนูเห็ดยอดนิยม ได้แก่ ยำเห็ดญี่ปุ่น เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม สเต๊กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ หรือ สปาเกตตีซอสเห็ด เป็นต้น

นอกจากเห็ดที่นำมาปรุงอาหารแล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่ไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลายหรือเสื่อมง่าย

นอกจากนี้ยังมีสารบางตัวที่เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งปัจจุบันจึงถูกนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปเห็ดสกัดเข้มข้นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเห็ดแห้งมาบริโภคในรูปชาหรือซุป หรือในรูปแคปซูล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รักสุขภาพ สามารถเลือกนำมาบริโภคได้สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในช่วงถือศีลกินเจ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดปุยฝ้าย) เห็ดมาเน็นตาเกะ เห็ดเรอิชิ (เห็ดหลินจือ) และเห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอมญี่ปุ่น) เป็นต้น

- ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ

1. สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศ พริกสุก แครอท ช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
2. สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง ช่วยในการบำรุงไต
3. สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด มีประโยชน์ในการบำรุงม้าม
4. สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงตับ และ
5. สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ช่วยในการบำรุงปอด ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

- ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น

และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งผลไม้ที่สารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน นอกจากนี้มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ป้องกันท้องผูก ส่วนบิลเบอรี่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา เป็นต้น

เทศกาลถือศีลกินเจ ถือเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ฉะนั้น อย่าให้ช่วงเวลาดี ๆ นี้ ทำให้คุณเสียสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารเจที่ได้จากอาหารจากธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ผัก ผลไม้ และเห็ดต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการล้างพิษในร่างกาย และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ก็จะช่วยให้คุณอิ่มบุญ และอร่อยกับเมนูอาหารเจได้อย่างไม่เสียสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์
http://buff.ly/19YjuXA

ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์เลสิคและรักษาสายตา เลเซอร์วิชั่น > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER
โทรปรึกษา หรือจองคิวตรวจ โทร 02-511-2111, 02-939-6006
ขอบคุณภาพประกอบจาก fruitsinfo.com

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

ตื่นสดชื่น-พร้อมสร้างสมาธิก่อนออกจากบ้าน Wake Up Feeling Fresh in the Morning and Meditation


ตื่นสดชื่น-พร้อมสร้างสมาธิก่อนออกจากบ้าน
Wake Up Feeling Fresh in the Morning and Meditation.

จะสังเกตว่า การออกจากบ้านเพื่อไปเรียน หรือทำงาน ด้วยร่างกาย และจิตใจที่สดชื่นยามเช้า มักทำให้ระหว่างวันนั้นรู้สึกไม่อ่อนเพลีย หรือหมดพลังได้ง่ายนัก

อีกทั้งยังส่งผลดีต่อประสิทธิภาพความจำ ตลอดจนการใช้ความคิด ซึ่ง Look Life มีเทคนิคเรียกความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายมาฝาก รวมทั้งการเตรียมสมาธิยามเช้าให้พร้อมสำหรับภารกิจที่รออยู่

ปัจจัยสำคัญ คือ การนอนหลับอย่างเพียงพอ ประมาณ 7-8 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่มักจะตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อได้ยาก หลายคนแนะนำให้ฟังเพลงบรรเลงเสียงธรรมชาติ เปิดคลอไปเบา ๆ แล้วสร้างจินตนาการถึงภาพ สถานที่ หรือ เรื่องราวตาม ช่วยสร้างบรรยากาศสงบ เตรียมเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับอีกครั้ง

นอกจากนั้น การอาบน้ำอุ่นก่อนนอน ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย สบายตัว หลับได้ง่ายขึ้น ส่วนตอนเช้าเหมาะที่จะอาบด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง หรือ ความเย็นปานกลาง มอบความสดชื่น กระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว

เมื่อตื่นนอนตอนเช้าทิ้งระยะเวลาสักครู่ แล้วค่อย ๆ ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ทั้งนี้ ลองแบ่งเวลาราว 20-30 นาที ในการวิ่งเหยาะ ๆ ช้า ๆ สบาย ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นแสงแดดอ่อน ช่วยสลัดความเนิบนาบ เสร็จแล้วอย่าลืมวอร์มดาวน์พร้อมสร้างสมาธิ ด้วยการลดความเร็วในการวิ่งจนอยู่ในลักษณะเดิน ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการก้าว สลับกับพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สามารถประยุกต์ใช้เมื่อเดินเล่น เดินไปเรียน และทำงานได้

ถึงเวลารับประทาน ก็ค่อย ๆ ตักอาหาร และเคี้ยวให้ละเอียด ไม่เพียงลดอาการท้องอืด และลดการทำงานหนักของกระเพาะอาหาร ยังเป็นการฝึกรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำด้วย

ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ สสส.
ที่มา : LASIK @ Laser Vision International LASIK Center > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

การเดินช่วยพัฒนาความจำ Walking For Your Health

Thanks pic from ReminderNews

การเดินช่วยพัฒนาความจำ

การออกกำลังกายนอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วย ดังผลของมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า

การเดินวันละประมาณ 40 นาที 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยป้องกันอาการขี้หลงขี้ลืม และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

ซึ่งปัจจุบันในประเทศอังกฤษมีผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อมและความจำเสื่อมอยู่ประมาณ 820,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวใน 19 ปีข้างหน้า โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร PNAS (Proceedings of the National Academy of Sciences)

คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาอาสาสมัคร ซึ่งเป็นผู้สูงอายุจำนวน 120 คน โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1ให้ออกกำลังกายระดับกลางคือการเดินวันละ 40 นาที 3 วันต่อสัปดาห์

กลุ่มที่ 2 ออกกำลังกายเบาๆ ด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการสแกนสมองในช่วงเริ่ม ช่วงกลาง และช่วงท้ายของการวิจัย

ผลการสแกนสมองพบว่า 

ในกลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายระดับปานกลาง สมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความทรงจำระยะยาว มีรอยหยักเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 และมีขนาดเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนกลุ่มที่ 2 มีการออกกำลังเบาๆ กลับพบว่า รอยหยักบริเวณฮิปโปแคมปัสลดลงร้อยละ 1.4

ศาสตราจารย์เคิร์ค อีริคสัน ผู้วิจัยกล่าวว่า “เราเคยคิดว่าในผู้สูงอายุสมองส่วนฮิปโปแคมปัสจะตีบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลการวิจัยชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การออกกำลังกายในระดับกลางๆ สามารถเพิ่มขนาดโครงสร้างของสมองส่วนนี้ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สมองมีการเปลี่ยนแปลงแม้จะอยู่ในช่วงสูงอายุแล้วก็ตาม

ดร.ไซมอน ริดสึ ทางสถาบันวิจัยอัลไซเมอร์ กล่าวว่า ยังไม่สายหากจะเริ่มต้นออกกำลังกายเพื่อให้สมองทำงานได้ดี โดยการออกกำลังกายระดับกลางๆ จะสามารถพัฒนาความจำและช่วยปกป้องไม่ให้ความจำเลอะเลือนเมื่อแก่เฒ่า

รวมถึงยังมีผลการวิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สนับสนุนว่า การออกกำลังกายเป็นประจำ และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคสมองเสื่อม และทำให้เกิดผลดีต่อร่างกายอีกมากมาย.

เห็นที่ต้องสลัดความขี้เกียจ ลุกขึ้นมาเดินออกกำลังกายบ้างแล้วน่ะค่ะ จะได้มีความจำแม่นยำขึ้น

ที่มา : กรมสุขภาพจิต : กระทรวงสาธารณสุข
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : Psychology Today

Worried About Your Memory? Take a Walk

What these and other studies are also saying is:

1. You can literally grow new memory storage - if you walk.
2. The memory cell growth is primarily in the hippocampus, not in the cortex.
3. Brain derived nerve cell growth factors increase with walking.
4. The new cells made are used within days, letting you store more knowledge - and potentially learn more.
5. Not only do the results show up with better memory - you see an actual anatomic change in the brain as a result of walking.

Walking For Your Health

Humans are walking machines. We have walked across the face of the earth. We walk alone and in groups. We walk to wars and we walk to demonstrate for peace.
We walk for our health and survival.
What's most remarkable is how well walking works in all age groups; in rather small amounts; that it prevents heart attacks and strokes; opens up arteries; controls blood pressure; changes digestion and weight gain; improves mood; helps prevents certain tumors.
In a word, walking regenerates us.
Your regeneration project is critical to your survival. If you can walk you can regenerate multiple cell groups, from your brain to your muscles. You can also walk to visit and socialize; walk to obtain sunlight and fresh air; walk to experience the innate human pleasure in nature.

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ขนคิ้ว มีประโยชน์อย่างไร? Eyebrows useful to provide comfort to your eyes.


ขนคิ้ว มีประโยชน์อย่างไร? 
Eyebrows useful to provide comfort to your eyes.

ขนคิ้ว (Eyebrows) คือ ขนเล็กๆ ที่ขึ้นหนา เรียงต่อกันเป็นแนว จนมองเห็นเป็นขอบเขตของคิ้วได้ ตำแหน่งของคิ้วอยู่บนบริเวณหน้าผาก (Forehead) เหนือดวงตา (Eyes) ทั้งสองข้าง

ขนคิ้ว (Eyebrows) มีหน้าที่ช่วยปกป้องไม่ให้เหงื่อเค็ม น้ำฝน ไหลเข้าสู่ดวงตา (Eyes) อันเป็นอวัยวะที่สำคัญในการมองเห็น จะสังเกตเห็นว่า เหงื่อเค็ม น้ำฝน ไหลไปตามแนวโค้งของขนคิ้วออกสู่ข้างแก้ม นอกจากนี้ คิ้วยังคอยดักฝุ่น แมลงเล็กๆ หรืออาจจะเป็นรังแค ไม่ให้ตกใส่ดวงตา (Eyes) ของเราโดยตรง และในแง่มุมของความสวยงาม ขนคิ้ว ยังช่วยเสริมให้ดวงตาของเรา ดูสวยโดดเด่นน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย

ที่มา : LASIK LaserVisionThailand > eye care tips > LASIK HEALTH CORNER
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

ประโยชน์ของอาหารเช้า The benefits of breakfast


ประโยชน์ของอาหารเช้า (The benefits of breakfast.)

เวลามื้อเช้า

ช่วงเวลาสำหรับการรับประทานมื้อเช้าที่ดีควรเริ่มที่ 7 โมงเช้า และไม่ควรเกิน 9 โมง เพราะเป็นช่วงเวลาที่กระเพาะกำลังทำงาน ถ้าไม่มีอาหารสำหรับย่อย การบีบรัดตัวของกระเพาะก็จะดันเอาของเก่าที่อยู่ในลำไส้กลับขึ้นมาย่อยซ้ำ สารพิษที่ตกค้างในลำไส้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษ ซึ่งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษ ที่ทำให้เสียสุขภาพ และมีผลทำให้ผิวพรรณไม่สดใสอีกด้วย

ปัจจุบันการดำเนินชีวิตในแต่ละวันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ หลายคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของอาหารเช้าและอาจทำให้หลายคนหลงลืมทาน "อาหารเช้า" ไปด้วยความตั้งใจเพราะมองว่าการรับประทานอาหารตอนเช้าเป็นเรื่องที่เสียเวลา จะมีเพียงไม่กี่คนที่ให้ความสำคัญกับอาหารเช้า วันนี้เราก็เลยนำเอาความรู้ความเข้าใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับความสำคัญที่คุณก็นึกไม่ถึงว่า อาหารเช้าสําคัญอย่างไรกันค่ะ แล้วคุณก็จะหันมาให้ความสำคัญกับอาหารเช้าที่คุณเคยมองข้ามได้อย่างง่ายดายเชียวค่ะ

ประโยชน์ของอาหารเช้า

ช่วยให้ความจำดี 

มีการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารเช้ามีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน การทำงาน ทำให้ระบบความจำ ทักษะการเรียนรู้ และอารมณ์ดีขึ้นด้วยค่ะ แต่หากใครไม่ทานอาหารเช้าจะมีสมาธิน้อยลงและสมองก็ทำงานได้ไม่เต็มที่

ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้

โดยคนที่รับประทานอาหารเช้าจะมีภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานนั้นลดลงถึง 35-50% เลยทีเดียวค่ะ

ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้

อาหารเช้าช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักได้เป็นอย่างดีค่ะ นั่นเพราะจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไปอีกจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้นและนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วยค่ะ

ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหัวใจ 

ผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกาเมื่อปี 2003 พบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมออาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและโรคหัวใจได้ด้วย เพราะในตอนเช้าเลือดของเรามีความเข้มข้นสูงและทำให้เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง หรือหัวใจอุดตันได้ แต่ถ้ารับประทานอาหารเช้าเข้าไปจะช่วยให้ระดับความเข้มข้นในเลือดเจือจางลงด้วยค่ะ

ช่วยลดโอกาสเกิดโรคนิ่ว

การไม่รับประทานอาหารนานกว่า 14 ชั่วโมงจะทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวกันนาน หากนาน ๆ ไปสิ่งที่จับตัวกันนั้นจะกลายเป็นก้อนนิ่ว แต่หากเราทานอาหารเช้าเข้าไปล่ะก็ มันจะไปกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมาละลายคอเลสเตอรอลที่จับตัวกันอยู่ได้ค่ะ

ช่วยพัฒนาสมอง

สำหรับเด็ก ๆ การอดอาหารเช้าเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรง การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์และยังส่งผลต่อสติปัญญา ทำให้ขาดสมาธิ ส่งผลเสียในระยะยาวอีกด้วยนะคะ

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าอาหารเช้ามีประโยชน์มากมายขนาดไหน ยังไงก็จะต้องจัดสรรเวลาที่เร่งรีบและมีน้อยนิดนี้ แบ่งออกมาเพื่อรับประทานอาหารมื้อเช้าของเรากันแล้วค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก TodayHealth.org  > สุขภาพ > อาหารเช้าสําคัญอย่างไร > eye care tips
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สุขภาพดีเพราะทานอาหารเช้า The Benefits of a healthy Breakfast.


สุขภาพดีเพราะทานอาหารเช้า (The Benefits of a healthy Breakfast.)

การทานอาหารเช้าจะช่วยให้ระบบร่างกายของคุณทำงานได้ดีขึ้น แต่เมื่อเราไม่ได้ทานอาหารเช้าแน่นอนว่าระบบภายในร่างกายจะทำงานผิดปกติ รวมกระทั่งระบบขับถ่ายต่างๆ

สุขภาพกับการทานอาหารเช้า อาหารเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้ระบบในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ...

คุณทราบหรือไม่ว่าการงดรับประทานอาหารเช้า จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผลที่ตามมาคือ ร่างกายขาดความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก...และมีแนวโน้มที่มีพฤติกรรมเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันแคลอรี และน้ำตาลสูงกว่าปกติ ทั้งยังเลือกกินผัก และผลไม้น้อยลงกว่าปกติอีกด้วย แต่คุณสามารถปรับพฤติกรรมนั้นได้ด้วย 6 เคล็ดลับเหล่านี้ค่ะ

- เริ่มต้นมื้อเช้ากับอาหารเบา ๆ ปริมาณน้อย ๆโดยเลือกเมนูที่ย่อยง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร เช่น เครื่องดื่มโปรตีนเชคกับผลไม้ หรือไข่ต้มสักลูก ตบท้ายด้วยผลไม้สัก 2-3 ชิ้น

- โปรตีน สารอาหารสำคัญสำหรับมื้อแรก จากการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้าที่เป็นโปรตีนปริมาณสูง มีแนวโน้มที่จะลดแคลอรีจากการบริโภคอาหารมื้อเย็นได้มากกว่าผู้ที่รับประทานมื้อเช้าแบบปกติถึง 200 แคลอรี เพราะโปรตีนทำให้ร่างกายอิ่มได้นาน และยังกระตุ้นให้ร่างกาย จิตใจ ตื่นตัวไปตลอดทั้งวัน

- เปลี่ยนอาหารมื้อหนักเป็นของว่างที่กินได้เรื่อย ๆ การฝึกรับประทานอาหารเช้าให้เป็นนิสัยนั้นไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารทั้งมื้อให้หมดภายในครั้งเดียว แต่สามารถใช้เวลาละเลียด หรือเว้นช่วงการรับประทานได้

- ตื่นก่อนเวลาปกติ 15 นาที เพื่อที่คุณจะได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างไม่ต้องเร่งรีบ และยังเป็นการกระตุ้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้ตื่นตัวจากการนอนหลับ และพร้อมที่จะผจญกับภารกิจต่าง ๆ ได้อีกด้วย

- เมนูไหน ๆ ก็เป็นอาหารเช้าได้เสมอ เพราะเราเน้นที่คุณค่าของสารอาหารที่บริโภคเป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่าอาหารมื้อเช้าจะเป็นอาหารเหลือจากมื้อเย็น หรืออาหารปรุงสำเร็จในช่องแข็ง ทุกเมนูสามารถเป็นอาหารมื้อเช้าได้เสมอ

- อย่ามั่นใจกับกาแฟและมัฟฟินในมื้อเช้า หลายคนเชื่อว่าแค่ดื่มกาแฟคู่กับมัฟฟิน หรือเบเกอรี่อื่น ๆ สักชิ้นก็อิ่มท้องเทียบเท่ากับอาหารมื้อเช้าที่มีคุณค่าได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงกาแฟกับมัฟฟินให้พลังงานสูงถึง 700 แคลอรี รวมทั้งมีไขมันไม่ดีที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของคุณถึง 6 ช้อนชา ฉะนั้นเปลี่ยนเป็นมื้อเช้าที่มีคุณภาพดีกว่าค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : ขวัญเรือน
ที่มา: 108health.com > สุขภาพ > สุขภาพน่ารู้ > LASIK HEALTH CORNER
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

บทความที่ได้รับความนิยม